วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

เจ้าพนักงานที่ว่านี้มีความหมายกว้างขึ้นอยู่กับกฎหมาย ในแต่ละเรื่องนั้นจะบัญญัติให้ใครเป็นเจ้าพนักงาน เช่นเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายศุลกากร มีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมความผิดเกี่ยวกับการขนสินค้าหนีภาษี เจ้าหน้าที่สรรพสามิตเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายสรรพสามิต มีอำนาจหน้าที่จับกุมความผิดเกี่ยวกับสรรพสามิต ฯลฯ เป็นต้น
ส่วนตำรวจ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ นั้น จัดอยู่ในประเภทพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจหน้าที่จับกุมความผิดได้ทุกประเภท แม้ว่าความผิดนั้นๆ จะมีเจ้าพนักงานโดยเฉพาะอยู่แล้วก็ตาม เช่นความผิดตามกฎหมายศุลกากร กฎหมายสรรพสามิต ตำรวจ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ก็ยังมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมได้
สำหรับประชาชนหรือที่เรียกว่าราษฎรธรรมดานั้น โดยปกติไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจับกุมผู้ใดได้ เพราะประชาชนธรรมดาไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานแต่อย่างไรก็ดีกฎหมายไม่ได้ห้ามเด็ดขาดตายตัวว่ามิให้ประชาชนธรรมดาจับกุมผู้กระทำผิดโดยสิ้นเชิงบทบัญญัติที่เป็นข้อยกเว้นไว้ให้ประชาชนธรรมดามีอำนาจที่จะจับกุมผู้กระทำผิดได้เฉพาะในบางกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น
1. เมื่อเจ้าพนักงานร้องขอให้ช่วยจับ
กรณีนี้จะต้องเป็นเรื่องที่มีหมายจับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานใดก็ตามและเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามกฎหมายหรือจับตามหมายจับนั้นได้ร้องขอให้ประชาชนธรรมดาช่วยจับกุมผู้กระทำผิดที่หมายจับระบุไว้ ข้อนี้ต้องพึงระวังให้ดีว่าถ้าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานจะจับกุมโดยไม่มีหมายจับแม้เจ้าพนักงานจะร้องขอให้ประชาชนธรรมดาช่วยจับ ประชาชนธรรมดาก็ไม่มีอำนาจในการจับกุม มีข้อสังเกตว่าคำร้องขอของเจ้าพนักงานเช่นนี้ไม่ถือเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานดังนั้น ประชาชนผู้ได้รับคำร้องขอจะปฏิบัติตามคำร้องขอนั้นหรือไม่ก็ได้
2. เมื่อพบการกระทำผิดซึ่งหน้าเฉพาะความผิดประเภทที่กฎหมายระบุไว้กรณีนี้ประชาชนผู้พบการกระทำผิดนั้นสามารถเข้าทำการจับกุมได้ทันทีโดยไม่ต้องคอยให้เจ้าพนักงานร้องขอ
อย่างไรก็ดีอำนาจในการจับกุมของประชาชนธรรมดาตามข้อ ๒ นี้ค่อนข้างจะมีขอบเขตจำกัดอยู่เฉพาะแต่ความผิดประเภทที่ระบุไว้ในท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้นและต้องเป็นกรณีที่พบการกระทำผิดซึ่งหน้าอีกด้วย ซึ่งเงื่อนไขข้อนี้นับว่าเป็นปัญหาอยู่ไม่น้อยสำหรับผู้ที่ไม่เคยเรียนกฎหมายมาก่อนเพราะจะไม่ทราบความหมายแค่ไหน เพราะถ้อยคำนี้เป็นคำทางกฎหมาย ซึ่งมีความหมายเฉพาะไม่จำเป็นต้องนำมาเขียนในที่นี้ แต่จะขอนำเอาความผิดซึ่งหน้าที่ระบุอยู่ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเฉพาะที่พบอยู่เสมอเพื่อเป็นแนวทางในการจดจำ
? ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
? ความผิดฐานหลบหนีจากที่คุมขัง
? ความผิดต่อศาสนา
? ความผิดปลอมแปลงเงินตรา
? การก่อการจลาจล
? ข่มขืนกระทำชำเรา
? ทำร้ายร่างกาย
? ฆ่าคนตาย
? หน่วงเหนี่ยวกักขัง
? ลักทรัพย์
? วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์
3. เมื่อประชาชนผู้เป็นนายประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้หลบหนี้ประกัน หรือจะหลบหนีประกันโดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถจะขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานให้จับกุมได้ทันท่วงทีเท่านั้น
การจับกุมประชาชนธรรมดา ตามที่กล่าวมาทั้ง ๓ กรณีนี้เป็นเพียงอำนาจตามกฎหมาย ที่จะจับกุม ได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ และถ้าเป็นกรณีอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ประชาชนธรรมดาก็ ไม่มีอำนาจทำการ จับกุมผู้กระทำผิดได้เลย


ผลทางกฎหมาย
กรณีที่ประชาชนธรรมดามีอำนาจตามกฎหมายที่จะจับกุมผู้กระทำความผิดได้ดังกล่าวมาในข้อ ๑-๓นี้ ประชาชนผู้ทำการจับกุมย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่น ไม่มีความผิดฐานทำให้ผู้ถูกจับเสื่อมเสียอิสรภาพเสรีภาพหรือหากผู้จะถูกจับนั้นต่อสู้ขัดขวางประชาชนผู้จับก็มีอำนาจใช้กำลังป้องกันตนได้พอสมควรแก่เหตุ
ในทำนองกลับกัน ถ้าเป็นกรณีไม่มีอำนาจจับกุมได้ตามกฎหมาย ผู้จับก็ต้องมีความผิดฐาน ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ และอาจมีความผิดฐานอื่นติดตามมากมาย เช่น บุกรุก ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ เป็นต้น

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

ขณะนี้สังคมให้ความสนใจเรื่องมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากประชาชนตื่นตัวกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพกันมากขึ้น แนวโน้มที่ประชาชนจะเรียกร้องเอาผิดกับเจ้าพนักงานเมื่อพบเห็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดต่อหน้าที่จึงมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยหลักแล้วมาตรานี้เป็นเรื่องการเอาผิดเจ้าพนักงานที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดังนั้นเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั่วไปและเพื่อประโยชน์สูงสุดของการบังคับใช้กฎหมาย จึงควรศึกษาว่าหลักกฎหมายของมาตราดังกล่าวมีว่าอย่างไร

เหตุใดจึงต้องมีการบัญญัติเรื่องการลงโทษเจ้าพนักงานไว้โดยเฉพาะ
เนื่องจากบุคคลซึ่งเป็นเจ้าพนักงานนั้นถูกกำหนดให้มีบทบาทในสังคมที่เหนือกว่าบุคคลธรรมดาบางประการ ซึ่งมีผลมาจากอำนาจหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติและต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย จึงต้องมีการบัญญัติกฎหมายขึ้นมาเพื่อคุ้มครองและควบคุมบุคคลผู้เป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ในการคุ้มครองเจ้าพนักงานจะต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานปฏิบัติการในหน้าที่ หากมีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ ผู้กระทำต้องรับโทษในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือ การทำร้ายเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติตามหน้าที่มีผลให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้น เป็นต้น ในขณะที่การควบคุมเจ้าพนักงาน กฎหมายก็ได้บัญญัติขึ้นมาเพื่อจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานไม่ให้กระทำการเกินกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานนี้ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา หมวด 2เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
จะเห็นได้ว่า เจ้าพนักงานนั้นเป็นบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้ทั้งอำนาจ หน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติการ ซึ่งอาจได้รับทั้งคุณและโทษจากบทบัญญัติของกฎหมายจึงต้องกระทำการด้วยความระมัดระวัง และหากกระทำการนอกขอบเขตที่กฎหมายให้ไว้ ก็มีมาตรการลงโทษเจ้าพนักงานไว้เป็นการเฉพาะซึ่งมีบทลงโทษที่หนักยิ่งกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป
ใครคือเจ้าพนักงาน...?
เจ้าพนักงาน หมายความถึง ผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 700/2490 ได้อธิบายถึงความหมายของเจ้าพนักงาน ว่าหมายถึง “ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งโดยทางการของรัฐไทย ให้ปฏิบัติราชการของรัฐไทย” จากคำพิพากษานี้จึงสามารถวางองค์ประกอบของการเป็นเจ้าพนักงานได้ 2 ประการ คือ

กรณีตัวอย่างการกระทำผิดวินัย

หวังรวย

นายอยากรวย ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ 5 ได้อาศัยความเป็นเพื่อนร่วมงานซึ่งมีความสนิทสนมกัน ร้องขอให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทั่วไปที่ตนทำงานอยู่จำนวน 4 คน และนางซื่อ ซึ่งเป็นน้องสาวของนายอยากรวย และนายทอง ซึ่งเป็นคนรู้จักกัน รวม 6 คน ให้ช่วยกู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์เพื่อซื้อที่ดินโดยอ้างเหตุผลในการขอความช่วยเหลือต่างกันเช่น ชื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านของตน ขอให้ช่วยชื้อที่ดินโดยจะหาคนมาเปลี่ยนให้ในภายหลัง โดยนายอยากรวย บอกว่าจะเป็นผู้ดำเนินการส่งเงินให้กับทางธนาคารเองและตกลงจะโอนที่ดินที่ชื้อขายดังกล่าวให้กับนายอยากรวย หลังจากชำระเงินกับธนาคารครบถ้วนแล้ว บุคคลดังกล่าวทั้ง 6 ราย หลงเชื่อและได้มอบหลักฐานต่างๆของตนให้กับนายอยากรวย ไปดำเนินการ และต่อมาบุคคลทั้ง 6 ราย ได้ไปทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยนายอยากรวย ได้มอบเงินเป็นสินน้ำใจให้คนละ 10,000 บาท ยกเว้นรายนางซื่อ และนายทอง นั้น ไม่ได้มอบเงินให้แต่อย่างใด ต่อมาบุคคลทั้ง 6 ราย ก็ได้รับการทวงหนี้จากทางธนาคารอาคารสงเคราะห์และได้แจ้งให้นายอยากรวย ทราบ นายอยากรวย รับว่าตนจะดำเนินการจ่ายเงินเองแต่ก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ต่อมาบุคคลทั้ง 6 ราย ได้ถูกฟ้องคดีและที่ดินถูกบังคับจำนอง และธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้เรียกให้ชำระหนี้ในส่วนที่ยังเหลืออยู่โดยแต่ละรายมีหนี้ค้างชำระตั้งแต่สามแสนบาทเศษถึงเจ็ดแสนบาทเศษ
พฤติกรรมของนายอยากรวย ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่รักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสียโดยกระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ตามมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 โรงพยาบาลทั่วไปได้มีคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนนายอยากรวย จำนวน 5% เป็นเวลา 1 เดือน

การรับสินบน

ในการทำธุรกิจของเอกชนนั้น การจ่ายค่าคอมมิชชั่น เป็นค่าตอบแทนผู้ที่เป็นธุระหาลูกค้าหรือสร้างการขายให้แก่เจ้าของกิจการนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่ทำกันอยู่ตลอดเวลา แต่ในบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้และการรับค่าคอมมิชชั่นในภาครัฐ ค่าคอมมิชชั่นดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินสินบนที่ให้หรือสัญญาว่าจะให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 144 ของประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 144 กล่าวไว้ว่า ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำการอันมิควรด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และถ้าหากเจ้าพนักงานผู้นั้นรับเงินสินบนดังกล่าวนั้นไว้ ก็จะมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนตามมาตรา 149
ซึ่งมาตรา 149 กล่าวว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือประหารชีวิต

การสมรส

พิธีสมรส ตามธรรมเนียมไทยหรือศาสนาใดก็ตามย่อมมีความหลากหลายกันออกไป และการจัดงานก็จะจัดงานใหญ่โตเพียงใดก็ได้ตามแความต้องการของแต่ละครอบครัว แต่ในทางกฎหมาย กฎหมายจะยอมรับว่าการสมรสนั้นถูกต้องก็ต่อเมื่อ ชายหญิงต้องจดทะเบียนสมรสกันด้วยความยินยอมโดยกำหนดไว้อย่างชัดเจน มาตรา 1457 การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น มาตรา 1458 การสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อชายหญิงยินอมเป็นสามีภริยามีกันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนนั้นบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย ส่วนการสมรสที่เกิดจากการถูกให้ข่มขู่ให้ยินยอมสมรสนั้นถือเป็นโมฆะ และให้ถือว่าไม่มีการสมรสเกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะจัดงานใหญ่โตหรืองานเล็กเพียงใดก็ตาม หากไม่ยอมจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแล้ว ชายและหญิงจะไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะที่เป็นครอบครัวที่ถูกต้องเลย

การสมรส

การสมรสของผู้เยาว์

ผู้เยาว์หรือบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ กฎหมายได้กำหนดให้ผู้เยาว์จะทำการสมรสได้ ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองก่อน โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. ผู้เยาว์ที่มีทั้งบิดาและมารดา จะต้องได้รับความยินยอมจากบิดา และมารดาทั้งสองคน

2. ผู้เยาว์ที่มีบิดาหรือมารดาเพียงคนเดียว โดยมารดาหรือบิดาอาจถึงแก่ความตาย ถูกถอนอำนาจปกครอง หรือไม่อยู่ในสภาพ หรือฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ ที่ทำให้ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมได้ ผู้เยาว์จึงต้องได้รับความยินยอมจากบิดาหรือมารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวได้

3. ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม เนื่องจากบิดามารดาโดยกำเนิด ได้หมดอำนาจปกครองผู้เยาว์ไปตั้งแต่ที่ได้มีการจดทะเบียนรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม เมื่อบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้เยาว์จะทำการสมรสจึงต้องได้รับความยินยอมของผู้รับบุตรบุญธรรม แต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าในความเป็นจริงผู้เยาว์จะยังมีบิดามารดาที่แท้จริงอยู่ก็ตาม

4. ผู้เยาว์มีผู้ปกครอง หากผู้เยาว์ไม่มีบิดาและมารดา หรือมีแต่บิดาและมารดา ถูกถอนอำนาจปกครองไปแล้ว จะต้องมีการตั้งผู้ปกครอง ให้แก่ผู้เยาว์ โดยคำสั่งศาล การที่ผู้เยาว์จะทำการสมรส จึงต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ส่วนบิดามารดา ที่ถูกถอนอำนาจปกครองไปแล้ว ไม่มีสิทธิมาให้ความยินยอมอีก

5. บิดาและมารดาของผู้เยาว์มิได้จดทะเบียนสมรสกัน ถือว่าผู้เยาว์เป็นบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาแต่เพียงผู้เดียว การสมรสของผู้เยาว์จึงต้องได้รับความยินยอม เฉพาะจากมารดาเพียงคนเดียว
สำหรับกรณีที่ผู้เยาว์ถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และมีการแต่งตั้งผู้พิทักษ์ให้แก่ผู้เยาว์ หากผู้พิทักษ์เป็นบุคคลอื่น ที่มิใช่บิดามารดาของผู้เยาว์ ผู้พิทักษ์ที่ศาลแต่งตั้งไม่มีอำนาจให้ความยินยอม ในการที่ผู้เยาว์จะทำการสมรส เพราะการที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บิดามารดา ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้พิทักษ์ ไม่ถือว่าเป็นการถอนผู้ใช้อำนาจปกครอง

หากผู้เยาว์จะทำการสมรสผู้ที่จะให้ความยินยอมคือ บิดาและมารดาที่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ผู้พิทักษ์ไม่มีอำนาจให้ความยินยอม ในการที่ผู้เยาว์จะทำการสมรส แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่ผู้เยาว์ ถูกศาลสั่งให้เป็นคน เสมือนไร้ความสามารถ เพราะเหตุจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบที่ถึงขั้น เป็นคนวิกลจริตแล้ว ผู้เยาว์ก็ ไม่อาจกระทำการสมรสได้ เพราะขัดต่อเงื่อนไขของการสมรส

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว

1. การหมั้น การหมั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับผู้หญิง การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 บริบูรณ์แล้ว
ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบิดาและมารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองแล้วแต่กรณี การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ กล่าวคือ เมื่อหมั้นกันแล้วฝ่ายหนึ่งไม่ยอมสมรสด้วย อีกฝ่ายหนึ่งจะฟ้องบังคับไม่ได้ แต่อาจฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายได้
กฎหมายมิได้บัญญัติว่าจะทำการสมรสได้ต่อเมื่อมีการหมั้นกันก่อน ฉะนั้นชายหญิงอาจทำการสมรสกันโดยไม่มีการหมั้นก็ได้
ของหมั้น เป็นทรัพย์สินของฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้วของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ถ้าฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชาย
สินสอด เป็นทรัพย์สินของฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤิตการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้

มีเรื่องเล่ามาฝาก แหวนเพชร/ประเพณีแห่งการหมั้นหมาย
ในยุคกลาง ผู้คนเชื่อกันว่าแหวนมีพลังอันลึกลับและใช้เป็นเครื่องหมายของอำนาจ อย่างไรก็ตามเพชรก็ยังมิได้กลายเป็นแหวนประเพณีแห่งการหมั้นหมาย จนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 15 เจ้าหญิงแมรี่แห่งเบอร์กันดี ได้รับแหวนเพชรเป็นการหมั้นหมายจากแม็กซิมิเลียน ยุคแห่งออสเตรีย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม คริสต์ศักราช 1477 เป็นครั้งแรกและเป็นคนแรก ในประวัติศาสตร์ระบุเอาไว้ว่า ก่อนการสู่ขอเจ้าหญิงแมรี่แห่งเบอร์กันดี ดร.วิลเฮล์ม โมไรลทิงเกอร์ หนึ่งในคณะให้คำปรึกษาได้ถวายคำแนะนำแก่แม็กซิมิเลียนว่า สมควรมอบแหวนทองคำประดับเพชรแก่เจ้าหญิงแมรี่ แม็กซิมิเลียนรับคำแนะนำนั้น ขณะที่เขาสู่ขอ เขาได้สวมแหวนเพชรที่นิ้วนางข้างซ้ายของเจ้าหญิงแมรี่ เจ้าหญิงแมรี่กล่าวตอบรับ ประเพณีนิยมที่ใช้แหวนเพชรในการหมั้นหมายก็ได้ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่ทว่าทำไมต้องสวมแหวนที่นิ้วนาง และเหตุใดจึงต้องเป็นมือซ้ายด้วย

มีเรื่องเล่ากันว่า ชาวอียิปต์โบราณนั่นเองเป็นผู้เชื่อว่า "เส้นเลือดแห่งความรัก" (Vein Of Love) เชื่อมต่อโดยตรงระหว่างนิ้วนางข้างซ้ายกับหัวใจ จึงยึดประเพณีสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายตลอดมาทุกวันนี้ เพชรได้รับการยอมรับว่าเป็นอัญมณีประเพณีแห่งการหมั้นหมาย และเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก เล่ากันว่า ที่ปลายลูกศรของ "คิวปิด" เทพเจ้าแห่งความรัก ประดับด้วยเพชรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเวทย์มนต์วิเศษ ผู้ที่ถูกศรรักของคิวปิดจะเกิดความเร่าร้อนด้วยพิษรักอย่างเฉียบพลันทันที

ขอขอบคุณ www.sanook.com

การรับบุตรบุญธรรม

การรับบุตรบุญธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นเด็กค่อนข้างยุ่งยาก กว่าการรับคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเป็นบุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมโดยทั่วไปคนรับบุตรบุญธรรม จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 25 ปี ส่วนคนที่จะเป็นบุตรบุญธรรมจะมีอายุเท่าใดก็ได้ แต่จะต้องมีอายุอ่อนกว่า ผู้รับบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
ในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมยังเป็นเด็กอยู่ การรับบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอม ของพ่อและแม่ของเด็กเสียก่อน ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งของเด็กตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง การรับบุตรบุญธรรม จะต้องได้รับจากพ่อหรือแม่ซึ่งยังมีอำนาจปกครอง
ถ้าไม่มีพ่อแม่ หรือมีแต่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอม และการไม่ให้ความยินยอมนั้น ปราศจากเหตุผลอันสมควร และเป็นปฏิปักษ์ต่อ สุขภาพความเจริญหรือสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือพ่อหรือแม่ของเด็กหรือพนักงานอัยการ จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของพ่อและหรือแม่ของเด็กก็ได้
เมื่อพ่อและแม่ของเด็กให้ความยินยอมหรือศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนความยินยอมของพ่อและหรือแม่ ดังกล่าวแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องนำความยินยอมหรือคำอนุญาตของศาลไปยืนคำขอรับเด็ก เป็นบุตรบุญธรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามวิธีการที่บัญญัติไว้ ใน พ.ร.บ. รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อไป
นอกจากจะต้องมีความยินยอมของพ่อและหรือแม่ของเด็ก การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรณีที่ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมมีคู่สมรสแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสด้วย มิฉะนั้นการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์
ในกรณีที่คู่สมรสของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เป็นคนวิกลจริต หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้นก่อน จึงจะมีการรับบุตรบุญธรรมได้
เนื่องจาการขอรับบุตรบุญธรรมของสามีภริยามีปัญหาที่ฝ่ายสามีประสงค์จะมีลูกที่เกิดจากสายเลือด ของตนเอง สามีอาจจะไม่ให้ความยินยอมให้ภริยารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้